บทวิเคราะห์วิจารณ์ นวนิยาย เวลาในขวดแก้ว

ความสุขเปื้อนรอยน้ำตา กับ เวลาที่เก็บในขวดแก้ว

 

 

เวลาในขวดแก้ว

 

แม้จะผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน แต่นวนิยายร่วมสมัย เวลาในขวดแก้ว โดยประภัสสร เสวิกุล ยังคงได้รับการกล่าวขานจวบจนปัจจุบัน เรื่องราวชีวิตที่มอบโมงยามแห่งความเศร้าเคล้าความสุข ซึ่งทำให้ผู้อ่านเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่เปรอะเปื้อนด้วยรอยน้ำตา  “เวลาในขวดแก้ว เป็นการเก็บวันเวลาช่วงหนึ่งของวัยรุ่น 4-5 คน ในช่วงก่อนและหลังเดือนตุลาคม 2519 ที่เพิ่งผ่านพ้นหนทางอันขรุขระคดเคี้ยวไปสู่จุดที่แต่ละคนจะต้องเลือกวิถีชีวิตของตนเอง แต่ละเส้นทางที่ตัวละครของเรื่องเลือกเดินนั้น ยากที่ใครจะตัดสินว่าเขาเหล่านั้นถูกหรือผิด เพราะทุกคนต่างมีภูมิหลัง พื้นฐานทางครอบครัว ปมปัญหา และประสบการณ์ในชีวิตแตกต่างกัน  อีกทั้งสภาพของสังคมในขณะนั้นก็มีส่วนส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของแต่ละคน” (ประภัสสร เสวิกุล, 2533) จุดจบที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงจุดเริ่มต้นอันแตกต่าง ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเป็น นัต ป้อม จ๋อม ชัย เอก และหนิง ก็ล้วนต้องยอมรับกับปลายทางที่เลือกก้าวเดินมา

 

25 ปี 34 ครั้ง

 

ย้อนกลับไปในอดีตเมื่อปี พ.ศ. 2527 นัต ป้อม จ๋อม ชัย เอก และหนิงออกสู่สายตาผู้อ่านครั้งแรกผ่านนิตยสารสายทิพย์ โดยลงพิมพ์เป็นตอนจนนิตยสารปิดกิจการ ในปีถัดมาจึงลงพิมพ์ต่อจนจบในนิตยสารนรี ปีเดียวกันนั้น เวลาในขวดแก้ว ได้รับการจัดพิมพ์รวมเล่มเป็นครั้งแรกภายใต้ชายคาของสำนักพิมพ์ดอกหญ้า ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมหาศาลจนต้องพิมพ์ซำ้เป็นจำนวนหลายครั้ง และพิมพ์ใหม่เพิ่มเติมโดยสำนักพิมพ์นิลุบลและสำนักพิมพ์อรุณในเวลาต่อมาอีกเช่นกัน จนปัจจุบันแพรวสำนักพิมพ์จัดพิมพ์ขึ้นอีกครั้ง รวมทั้งสิ้น 34 ครั้ง ในระยะเวลา 25 ปี

 

สู่จอเงินและจอแก้ว

 

เวลาในขวดแก้ว ไม่ได้มีชีวิตอยู่บนหน้ากระดาษเพียงอย่างเดียว แต่กลับโลดแล่นอยู่ทั้งในจอเงินและจอแก้ว โดยสร้างเป็นภาพยนตร์ครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2534 จากการอำนวยการสร้างของ ประยูร วงศ์ชื่น นำแสดงโดย นฤเบศร์ จินปิ่นเพชร(นัต) ปวีณา ชารีฟสกุล(ป้อม) และวาสนา พูนผล(จ๋อม) ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีเกินคาด รับประกันด้วยรางวัลจากสมาคมสมาพันธ์ภาพยนต์แห่งชาติ ในสาขาภาพยนต์ยอดเยี่ยม พร้อมด้วยรางวัลผู้แสดงนำหญิง บทภาพยนต์ดัดแปลง และเพลงประกอบภาพยนต์ยอดเยี่ยม

ในปี พ.ศ. 2535 จึงมีการนำมาสร้างเป็นละครโทรทัศน์ ผลิตสร้างโดย มยุรฉัตร เหมือนประ-สิทธิเวช ออกอากาศผ่านทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง 3 นำแสดงโดย สมชาย เข็มกลัด(นัต) ปวีณา ชารีฟสกุล(ป้อม) และแอน ทองประสม(จ๋อม) ต่อมาในปี พ.ศ. 2543 บริษัท ชาโดว์ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด ได้นำไปสร้างเป็นละครโทรทัศน์และออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง 3 อีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ นำแสดงโดย ธนา สุทธิกมล(นัต) ฌัชฌา รุจินานนท์(ป้อม) และอลิ-ชา ไล่สัตรูไกล(จ๋อม)

อาจกล่าวได้ว่า เวลาในขวดแก้ว ได้รับการติดตามจากผู้คนทุกยุคสมัย ไม่ว่าจะปรากฎอยู่ในศิลปะรูปแบบแบบใดก็ตาม

 

ประภัสสร เสวิกุ

 

ประภัสสร เสวิกุล เกิดที่กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2491 เรียนจบรัฐศาสตร์บัณฑิต สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการเมืองการปกครองเปรียบเทียบ จากสถาบันพระปกเกล้า พร้อมกับฝึกอบรมมากมายทางด้านภาษาอังกฤษและการบริหาร จากสถาบันทั้งในและนอกประเทศ

รับราชการครั้งแรกในกระทรวงต่างประเทศ เมื่อปี พ.ศ. 2512 และในปี พ.ศ. 2518 จึงโยกย้ายตัวเองไปทำงานในสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ ประเทศต่างๆ ได้แก่ ลาว เยอรมนี ตุรกี นิวซีแลนด์ และชิลี ขณะเดียวกันก็มีโอกาศทำงานด้านวรรณกรรมในฐานะเลขาธิการสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยและเลื่อนตำแหน่งเป็นนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย สมัยที่หนึ่ง(2544 - 2546) และสมัยที่สอง(2546 - 2548)

ประภัสสร เริ่มเขียนกลอนมาตั้งแต่เรียนมัธยมศึกษา  ผลงานที่ได้พิมพ์เผยแพร่ในช่วงแรกคือ  บทรำพึงรำพันลงในคอลัมน์ “รำพึงรำพัน” โดย “ลำพู” (รงค์ วงษ์สวรรค์) ในนิตยสาร “สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์” และมีเรื่องสั้นเรื่องแรกชื่อ “หอมกลิ่นดอกงิ้ว” ได้ลงพิมพ์ในหนังสือ “กันยายนนลิน” ชุด “เพื่องนคร” ของรงค์ วงษ์สวรรค์ เช่นเดียวกัน ส่วน เวลาในขวดแก้ว นับได้ว่าเป็นวรรณกรรมชิ้นโบว์แดงของ ประภัสสร เสวิกุล ที่มีผู้อ่านติดตามมากมายจากรุ่นสู่รุ่น และได้รับการยกย่องให้เป็น

1.หนึ่งในหนังสือดี 100 เล่มที่เด็กและเยาวชนไทยควรอ่าน โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

2.หนึ่งในหนังสือดี 500 เล่มสำหรับเด็กและเยาวชน จากโครงการคัดสรรหนังสือดีสำหรับเด็กและเยาวชน สมาพันธ์องค์กรเพื่อพัฒนาหนังสือและการอ่าน

3.หนังสืออ่านนอกเวลาระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขึ้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ

ในปัจจุบัน ประภัสสร ยังคงเป็นข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศที่เดินทางไปประจำสถานเอกอัครราชทูตไทยในต่างประเทศ  พร้อมกับสร้างสรรค์งานเขียนเป็นงานอดิเรกควบคู่กันไป 

 

ความสุขเปื้อนรอยน้ำตา

 

เมื่อแรกเริ่มรู้จักกับ เวลาในขวดแก้ว สิ่งเดียวที่สัมผัสได้ คือ ความเศร้า ที่ส่งผ่านจากทุกอณูของหน้ากระดาษ จนไม่อาจกลั้นน้ำตาเอาไว้ ซึ่งผลลัพธ์ลักษณะนี้คงเกิดขึ้นกับหลายๆ คนที่เคยได้อ่านจากหนังสือ หรือไม่ก็ติดตามจากละครโทรทัศน์และภาพยนต์์

เรื่องราวที่เกิดขึ้นภายใน เวลาในขวดแก้ว สะท้อนความยากลำบากในการดำเนินชีวิต ซึ่งทำให้ตระหนักว่า “ชีวิตไม่ใช่เรื่องง่ายหรือลงตัว และการมีชีวิตอยู่ในสังคมยิ่งเป็นเรื่องยากขึ้นไปอีกหลายเท่า...” (ประภัสสร เสวิกุล, 2533) นั่นทำให้ผู้อ่านยังคงมีความรู้สึกตกค้างอยู่ภายในใจหลังจากที่ปิดหนังสือลง

อย่างไรก็ตาม แม้ว่า เวลาในขวดแก้ว “คล้ายจะเป็นเรื่องเศร้า แต่ในความจริงอันสะเทือนใจนี้ ผู้เขียนไม่ลืมที่จะใส่ความรักและมิตรภาพอันงดงามไว้” (ลำเพา, 2533) เมื่ออ่านและพิจารณาให้ถี่ถ้วนจึงพบว่า เวลาในขวดแก้ว นำเสนอเรื่องราวความเศร้าไปพร้อมกับเล่าเรื่องราวความสุขควบคู่กัน เพื่อให้ผู้อ่านไม่เพียงแค่สลดใจกับโศกนาฏกรรมของตัวละคร แต่มีีรอยยิ้มไปกับช่วงเวลางดงามของชีวิตเช่นกัน ซึ่งเป็นความตั้งใจเดิมของผู้เขียนที่ต้องการให้ผู้อ่านได้เห็นภาพของสิ่งดีดีที่ปรากฏตัวท่ามกลางเรื่องราวเลวร้าย ดังที่เขียนไว้ในคำนำหนังสือ เวลาในขวดแก้ว ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 10 พฤศจิกายน 2533

ขอให้รำลึกไว้ว่า ทุกครั้งที่คุณเปิดหนังสือ เวลาในขวดแก้ว เล่มนี้ คุณจะพบกับโมงยามแห่งความสุข ความรัก กำลังใจ และความปราถนาดี จากผม (ประภัสสร เสวิกุล) ตลอดไป

หากใครที่เคยได้ลองอ่าน เวลาในขวดแก้ว และมีน้ำตาให้กับความทุกข์ยากที่ตัวละครภายในเรื่องพบเผชิญ จนไม่กล้าที่จะเปิดอ่านซ้ำ อยากให้ลองกลับไปอ่านอีกสักครั้ง พร้อมกับพิจารณาอย่างลึกซึ้ง เพราะการเสพวรรณกรรมนั้น “ควรค่อยๆ อ่าน ค่อยๆ วิเคราะห์วิเคราะห์ภาษาที่ผู้เขียนใช้อย่างละเอียด เพื่อให้ได้รับ“สาร”อันประณีตลึกซึ้ง...” (ดร.วีรวัฒน์ อินทรพร, 2550:129) ซึ่งผู้เขียนบรรจงสร้างเพื่อส่งต่อให้ผู้อ่านได้รับรู้ถึง “ความสุข” ร่วมกัน ผ่านกลวิธีอันแยบยล

 

กลวิธีการเล่าเรื่อง:ความสุขที่ถูกถ่ายทอด

 

กลวิธีการเล่าเรื่อง หรือกลวิธีในการประพันธ์ เวลาในขวดแก้ว สอดคล้องกับประเด็นความสุขอันซุกซ่อนอยู่ในความเศร้า ที่ผู้เขียนตั้งใจให้ผู้อ่านรับ “อรรถรส” จากความรู้สึกทั้งสองประเภทโดยพร้อมกัน แม้ว่าผู้เขียนใช้วิธีการดำเนินเรื่องแบบปฏิทิน หรือดำเนินเรื่องไปตามลำดับเวลา ตั้งแต่พบปัญหาไปจนปัญหาถูกคลี่คลาย แต่ผู้เขียนกลับเปิดเรื่องด้วยลักษณะวิธีย้อนต้น หรือย้อนกลับ 

เสียงเพลง “เวลาในขวดแก้ว” ของ จิม โครชี ที่กังวานจากตู้เพลงในร้านกาแฟเล็กๆริมทาง ตรึงผมไว้กับที่...นานมาแล้วที่ผมไม่เคยได้ยินเพลงนี้จากที่ไหน ราวกับมันได้เลือนหายไปจากความทรงจำของผู้คน หรือถูกเก็บไว้ในซอกมุมที่เร้นลึก

ทั้งนี้ทั้งนั้น เพื่อให้ผู้อ่านได้ตระหนักว่า แท้จริงแล้วผู้เขียนตั้งใจจะดำเนินเรื่องราวในลักษณะที่ตัวละครหวนรำลึกถึงอดีต โดยเหตุการณ์ได้ดำเนินเรื่อยมาจนถึงเวลาปัจจุบันในฉากจบ ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันกับฉากในตอนต้น

เสียงเพลง “เวลาในขวดแก้ว” ยังคงสะท้อนกลับไปกลับมาในห้วงแห่งความคิดคำนึง ราวกับจะไม่มีวันจบสิ้น แม้ว่าตู้เพลงจะเปลี่ยนแผ่นเสียงเป็นแผ่นอื่นแล้วก็ตาม

โดยกุญแจสำคัญที่ใช้เปิดลิ้นชักความทรงจำของ “นัต” ตัวละครที่เป็นผู้เล่าเรื่อง คือเพลง เวลาในขวดแก้ว ซึ่งแปลมาจาก Time in a Bottle ของ จิม โครชี

 

ถ้าฉันเก็บเวลาไว้ในขวดแก้วได้

สิ่งแรกที่ฉันจะทำ...

คือสะสมคืนวันที่ล่วงเลยมานิรันดร์

คือสะสมคืนวันที่ล่วงเลยมานิรันดร์...."

เมื่อตีความเนื้อเพลง สิ่งที่สะท้อนออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน คือ ความทรงจำอันเป็นสุขที่จะเก็บเอาไว้ แม้ว่าเวลาจะผ่านไปแล้ว และแม้ว่าในตอนนั้นจะทำได้ไม่ดีก็ตาม ซึ่งสอดคล้องกับโครงเรื่องและเนื้อเรื่องใน เวลาในขวดแก้ว ที่นำเอาชื่อเพลงมาตั้งเป็นชื่อเรื่อง พร้อมกับยกเนื้อเพลงมาประกอบ ซึ่งผู้เขียนอาจต้องการบอกโดยนัยว่า เมื่อเปิดอ่านหนังสือเล่มนี้นั้น สิ่งที่จะสัมผัสได้ คือ เสียงหัวเราะ และรอยยิ้ม ที่เกิดจากความสุขในอดีต ซึ่งถูกเก็บไว้อย่างดีในความทรงจำ

 

ความสุขของ “นัต”

 

นัต” ทำหน้าที่เป็นผู้เล่าเรื่อง(Narrator) ที่ต้องถ่ายทอดเรื่องราวแก่ผู้อ่าน ทุกเหตุการณ์ภายใน เวลาในขวดแก้ว ที่หมุนอยู่รอบตัว นัต” ไม่ว่าจะเป็นปัญหาครอบครัว ปัญหาสังคม ปัญหาการเมือง ปัญหาเรื่องเพื่อน หรือปัญหาความรัก จึงถูกเล่าออกมาผ่านมุมมองของเขา ทำให้เรารับรู้ได้ว่า นัต” เป็นตัวละครที่ค่อนข้างบอบช้ำ อันเกิดจากปัญหาที่รุมเร้า ซึ่งเกินกว่าที่เด็กวัยรุ่นอย่าง นัต” จะรับไหว 

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนอาจจงใจสร้าง นัต” ขึ้นมาเพื่อสะท้อนอะไรบางอย่างให้ผู้อ่านได้เห็น เพราะแม้ นัต” จะเป็นตัวละครที่สั่งสมความทุกข์ไว้มากที่สุด แต่ นัต” ก็สามารถดำเนินชีวิตไปได้ ด้วยกำลังใจจากคนรอบข้าง ซึ่งก่อให้เกิดความสุขในยามความเศร้ากัดกร่อนจิตใจ

 

“เรายังไม่อยากกลับบ้าน”

 

 

 

 

 

 

"ไปร้านหมาแหงนดีกว่า”

 

  “ผมคิดถึงจ๋อมขึ้นมาลอยๆ หล่อนราวกับเป็นอีกด้านหนึ่งของชีวิตผม..ชีวิตด้านที่มีแต่ความรัก ความอบอุ่น และสมปราถนา”

“จ๋อมเป็นเหมือนเจ้าหญิงน้อยๆในสายตาของครูอาจารย์ เจ้าหญิงที่แสนดี...แต่น่าสงสารที่หล่อนกลายเป็นเจ้าหญิงที่ว้าเหว่ที่สุดในโลก เงินทองของหล่อนไม่อาจซื้อเพื่อนได้แม้แต่คนเดียว

 

บทสนทนาระหว่าง “จ๋อม” กับ “นัต” และฉากในตอนต้นเรื่อง แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ ที่ห่วงใยซึ่งกันและกัน แม้ว่า “นัต” จะเป็นฝ่ายวิ่งไล่ตาม “จ๋อม” อยู่เสมอ แต่นั่นคือความสุขของเขาที่ผู้เขียนสร้างขึ้นมา เพื่อปลอบประโลม “นัต” ซึ่งต้องเผชิญความยากลำบากในชีวิต

ตัวละคร “จ๋อม” มีบทบาทสำคัญต่อความสุขของ “นัต” สังเกตจากการที่ผู้เขียนเปิดเเรื่องด้วย “จ๋อม” เพื่อชี้ให้เห็นว่า เธอเป็นความทรงจำแรกที่เขานึกถึก เธอ คือความสุขครั้งนึงสำหรับเขา ผู้เขียนยังเน้นย้ำถึงความสุขที่เกิดจาก “จ๋อม” โดยการให้เธอปรากฏอยู่ในหลายๆฉาก โดยเฉพาะยามที่ “นัต” มีปัญหา

 

“ผมเคว้งอยู่สักพักใหญ่ ทั้งเหงาและว้าเหว่อย่างบอกไม่ถูก รู้แต่ว่ากำลังต้องการใครสักคนที่จะพูดคุยด้วย แวบหนึ่งที่ผมนึกถึงจ๋อมขึ้นมา”

 

 

 

 

“เพลง ฝันนี้...” จ๋อมร้องบอก “ของ จิม โครชี”

“ผมพยักหน้าเหงาๆ”

ครั้งหนึ่งเราเคยเป็นคู่รักกัน

อย่างไรเหล่านี้ได้เปลี่ยนแปลงไป

ทุกวันนี้เราเป็นเพียงคนอ้างว้าง

ที่พยายามลืมชื่อของกันและกัน

 

“จ๋อมโตขึ้นมาก โตจนผมจำภาพเก่าๆที่ผ่านมาแทบไม่ได้”

“เราต่างคนต่างก็โตขึ้น” จ๋อมเอื้อมมือมาแตะไหลผมเบาๆ “ทุกสิ่งทุกอย่างได้ผ่านเลยไปหมดแล้ว ไม่จำเป็นต้องจดจำอะไร ถ้ามันไม่มีคุณค่าที่สมควรจะจดจำ และไม่จำเป็นต้องคิดถึงอะไรล่วงหน้าถ้ามันเป็นเพียงความเพ้อฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง”

สำหรับ “นัต” การได้พูดคุยกับ “จ๋อม” ทำให้เขาสบายใจ แม้ว่าเธออาจจะไม่ได้ทำอะไรมากมายนัก เพียงแค่ยิ้มให้กำลังใจ เปิดเพลงให้ฟัง หรือพูดข้อคิดสั้นๆก็ตาม

นอกจากนี้ยังมีความทรงจำอื่นๆ เช่นเดียวกันที่ส่งผลต่อความสุขหรืออย่างน้อยก็ทำให้ “นัต” ได้รำลึกถึง ไม่ว่าจะเป็น ป้อม ชัย เอก หนิง พ่อ แม่ ครูวาทิน หรือ บ้านหลังเก่า

 

  “นอกจากจ๋อมแล้ว เพื่อนที่ผมสนิทด้วยก็มีเพียง ชัย เอก และป้อม”

“เราหยอกล้อกัน และส่งเสียงหัวเราะลั่นราวกับเป็นเจ้าของถนนสายแคบๆ ที่เรียงรายด้วยต้นชมพูพันธ์ทิพย์สายนั้น”

“ต่างคนต่างหาเรื่องมาคุยราวกับจะไม่อยากแยกจากกัน”

“บางทีเราก็ฉุดรั้งกันเมื่อใครคนหนึ่งจะขึ้นรถ”

ผมไม่รู้ว่าเราทำอย่างนั้นทำไมเป็นปีๆ ทั้งๆที่ในที่สุดแล้วเราต่างแยกย้ายกันขึ้นรถเมล์คนละสาย สู่จถดหมายปลายทางคนละแห่ง เพื่อรอคอวันพรุ่งนี้ ซึ่งอาจจะมาถึงหรือไม่ถึงเลยในชั่วชีวิต

 

“ผมยังจำบ้านหลังเก่าที่อยู่ใกล้แม่น้ำได้ดี..มันเป็นบ้านไม้สองชั้นอย่างที่เรียกกันว่าเรือนปั้น หยา ทาสีเขียวคล้ำๆ มีลายฉลุไม้ตามกันสาด เมื่อยามแดดส่องลวดลายเหล่านั้นจะแต้มเงาลงบนที่นอนหรือพื้นบ้าน หลังคามุงด้วยกระเบื้องแบบเก่า”

 

 

“บ้านหลังเก่าที่เราเคยอยู่ถูกรื้อไปนานแล้ว หลายสิ่งหลายอย่างได้เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา ไม่มีห้องแถวไม้โกโรโกโส ไม่มีบ้านเจ๊ขายฝรั่งดองที่มือซีดราวคนตาย”

 

 

 

 

 

 

 

ผมกลายเป็นคนแปลกหน้าของความหลังไปเสียแล้ว

     

     "ผมกลับไปที่บ้านพ่อ 

     "พี่แหววยังไม่นอน เมื่อผมกลับถึงบ้านในคืนนั้น

    "ผมปิดประตูลงช้าๆและขังตัวเองไว้ในความมืดอีกห้องหนึ่ง”

     

     “เพราะครูวาทิน ผมจึงตัดสินใจที่จะอยู่หนองคายต่อ

     “ผมเริ่มเขียนรูปตามแนวทางที่ครูวาทินแนะนำมาตั้งแต่นั้น

       “สิ่งเหล่านี้ล้วนมีคุณค่าต่อชีวิตผมในเวลาต่อมา แม้ว่าผมจะไม่เคยเขียนมันออกมาเป็นภาพเลยก็ตาม

 

เรื่องราวเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่สร้างความสุขให้กับ “นัต” แม้ว่าในตอนจบของแต่ละเรื่องราวที่ “นัต” นึกถึง มักจะจบลงด้วย “ถ้อยคำ” ที่เจือไปด้วยความเศร้าก็ตาม ซึ่งอาจเป็นความตั้งใจของผู้เขียน ที่มอบความสุขให้เป็นกำลังใจแด่ “นัต” ในขณะที่ มอบความเศร้าแด่เราเพื่อให้เตือนใจตัวเองว่าอย่าได้หลงไหลไปกับความสุข จนเผลอลืมตั้งรับกับความทุกข์ที่กำลังจะตามมา

 

ความสุขชั่ววู

 

ภายในหนังสือ เวลาในขวดแก้ว ปรากฏข้อความและถ้อยคำที่แสดงถึงความสุขท่ามกลางความเศร้าอยู่มากมาย ไม่ใช่แค่ความสุขของ “นัต” แต่หลากหลายตัวละครก็มีช่วงเวลาดีดีที่อยากจะเก็บเอาไว้ในขวดแก้ว เพียงแค่ผู้เขียนไม่ได้ดำเนินไปด้วยรอยยิ้มเสียทั้งหมด หยาดน้ำตาจะมาควบคู่กันเสมอ ดังที่กล่าวไว้ในประเด็นก่อนหน้า ที่ผู้เขียนสื่อความเศร้าออกมาในตอนท้ายของแต่ละข้อความและถ้อยคำเพื่อให้เราตั้งสติและเรียนรู้ที่จะปรับตัวเมื่อบางสิ่งในชีวิตเปลี่ยนแปลงไป เช่น ถ้อยคำที่ “นัต” สัญญากับ “ป้อม” ว่าจะหมั่นไปเยี่ยมที่โรงเรียนใหม่ ทำให้ “ป้อม” มีรอยยิ้มขึ้นมา ทั้งที่ในความเป็นจริง “นัต” ไม่ได้ทำตามสัญาที่ให้เอาไว้เลย

ไว้ฉันจะชวนไอ้เอก ไอ้ชัย ไปหาแกที่โรงเรียนใหม่บ่อยๆ”

      “ผมยืนยันแต่จนแล้วจนรอดเราก็ไม่ได้ไปหาป้อมตามสัญญา จนต่างคนต่างแยกย้ายกันไปตามหนทางของแต่ละคน”

 

 

 

 

หรือตอนที่ใช้ชีวิตอยู่กับพ่อที่บ้าน แต่เมื่อตื่นขึ้นมาถึงได้พบกับความจริงอันร้าวราน เมื่อไม่มีพ่ออีกต่อไป

   “คืนนั้นเราหลับอย่างเป็นสุขในอ้อมกอดพ่อ...อ้อมกอดที่อบอุ่นยิ่งใหญ่และปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวง เพียงเพื่อจะตื่นมาพบกับความอ้างว้างว้าเหว่ และหวาดวิตกเหมือนเช่นเคย

 

หรือตอนที่นึกถึง “ปีกหัก” ซึ่งเป็นหนังสือที่ป้อมอยากให้ “นัต” อ่าน เพราะมีแง่มุมดีดีอยู่ภายใน ซึ่งแทนความหวังดีของ “ป้อม” แต่ “นัต” ก็ไม่ได้แม้แต่จะเปิด จนกระทั่งต้องให้คนอื่นไป

    “...“ปีกหัก” ของคาริล ยิบราน คือหนังสือเล่มนั้น...แต่ป้อมคงไม่มีโอกาสรู้ว่าผมไม่ได้อ่านมันเลยแม้แต่บรรทัดเดียว และก็ได้แต่หวังว่าคนที่รับหนังสือ “ปีกหัก” ต่อจากผมไป คงจะเก็บรักษามันเอาไว้อย่างดี”

 

หรือตอนที่ฝันถึงช่วงเวลาแห่งความสุขของครอบครัว จนเมื่อสะดุ้งตื่นจากฝัน จึงได้รับรู้ว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นจริง

      “ผมฝันถึงหาดทรายที่มีพ่อ มีแม่ มีหนิง หัวร่อต่อกระซิกกันอย่างมีความสุข ฝันถึงคืนที่พ่อนอนกอดผมกับหนิงไว้...”

        “แต่แล้วผมก็ต้องสะดุ้งตื่นเหมือนทุกครั้ง เพราะฝันของผมไม่เคยที่จะเป็นจริงเลย

 

หรือตอนที่ “ป้อม” สัญญาจะกลับมาเยี่ยม “นัต” และเพื่อน แต่ “ป้อม” ก็ไม่ได้มีโอกาสทำตามสัญญา ทั้งที่ในใจโหยหาอยู่ทุกโมงยาม

       “..“มาเที่ยวบ้างน่ะ” ผมพึมพัม”

       “..“ฮื่อ” ป้อมพยักหน้า “ฉันมาแน่”..”

       “แต่จนแล้วจนรอด ป้อมก็ไม่เคยหวนกลับมาที่โรงเรียนอีกเลย

 

หรือแม้กระทั่ง ในสมุดบันทึกของ “หนิง” ยังมีปรากฏให้เห็นถึงความสุขที่เธอปราถนา แม้ว่าในตอนหลัง จะได้รับความเศร้าทดแทน

      “ทุกๆวันที่ฉันยังคงเฝ้าฝันถึงอ้อมกอดของแม่ อย่างเงียบๆ”

      “ตลอดเวลาที่เฝ้ารอคอย...ที่จะได้กอดแม่”

      “แต่อ้อมกอดของแม่ ก็ไม่เคยมีเวลาว่างสำหรับฉัน

 

หรือตอนที่ป้อมมักกล่าวบทกลอนของท่านอังคาร หรือข้อความจาก “ปีกหัก” ของ คาริล ยิบราน เพื่อบ่งบอกถึงความสุข ในขณะนั้น แม้ว่าหลังจากนั้น ไม่มีใครสนใจจะฟังเลยแม้เพียงนิดเดียว

       “ หมูหันไก่ย่างกุ้ง จะละเม็ด หอมแม่

     มัสมั่นไข่ดาวเด็ด หยดย้อย

     หมูกวางป่าผัดเผ็ด พะแนงเต่า

     ซากฮ่องเต้ลิ้นห้อย หื่นม้วยละเมอหาฯ ”

 

ไม่ว่าใครก็อยากมีความสุขด้วยกันทั้งนั้น โดยเฉพาะตัวละครที่มีชีวิตอยู่บนหน้ากระดาษหนังสือ เวลาในขวดแก้ว ที่ชีวิตชอกช้ำด้วยเรื่องราวโศกเศร้า ความสุขแม้เพียงนิดจึงเป็นสิ่งที่คอยเยียวยาให้มีชีวิตต่อไป

ผู้เขียนนำเสนอความสุขผ่านบทสนทนา ความคิด สถานที่ หรือเสียงเพลง และย้ำผู้อ่านด้วยความเศร้าตามตัวอย่าง เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นความสุขชั่ววูปที่พวกเขาเหล่านั้นได้รับ และเกิดความรู้สึกเห็นใจแม้เพียงสักนิดก็ยังดี

 

บทสรุปของความเศร้า 

 

เวลาในขวดแก้ว เป็นนวนิยายที่สะท้อนเรื่องราวออกมามากมายเกินกว่าจะกล่าวให้หมดในหน้าเดียว ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคสมัย แต่แนวคิดที่เป็นแก่นหลักของเรื่องยังคงลักษณะความร่วมสมัย ที่นำมาประยุกต์ใช้ได้ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาใด ในส่วนของประเด็นการถ่ายทอดความเศร้าผ่านชีวิตของตัวละคร พร้อมกับแทรกเรื่องราวความสุข เพื่อให้แง่คิด แง่มุมในการดำเนินชีวิตนั้น เป็นสิ่งที่ที่ผู้เขียนบรรจงสร้างให้ผู้อ่านได้รับรู้ ด้วยกลวิธีการประพันธ์ที่ประณีต ทุกถ้อยคำและข้อความล้วนสื่ออารมณ์ที่เหลื่อมซ้อนระหว่างความรู้สึกทั้งสอง เกิดเป็นรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะที่เปรอะเปื้อนด้วยคราบน้ำตา

แม้ว่าหลายคนอาจจะนั่งน้ำตาซึมหลังจากที่อ่านจบ จนเกิดเป็นภาพความเศร้าอันโหดร้าย เมื่อนึกถึงนวนิยายเล่มนี้ แต่ในมุมมองที่แตกต่าง เบื้องหลังของทุกฉากเศร้ามีสิ่งดีีดีเกิดขึ้นเสมอ แม้ว่าในตอนจบทุกชีวิตต่างแยกย้ายกันไปตามเส้นทางที่เลือกเดิน และแม้ว่าทุกชีวิต ไม่ว่าจะเป็น “นัต” หรือ “หนิง” ที่ยังคงหลือแผลทางใจเอาไว้หลังจากที่เรื่องเลวร้ายผ่านพ้น หรือ “ชัย” ที่ได้รับแผลทางกายซึ่งทำลายอนาคตไม่ให้เหลือชิ้นดี หรือแม้กระทั่ง “ป้อม” ที่ตายไปโดยไม่มีโอกาสบอกรักกับคนที่เธอรัก ทิ้งไว้เพียงแค่ข้อความสั้นๆ

 

ตะแบกบาน 

  เธอเคยบอก จะเก็บให้...สักวัน 

  ฉันรอคอย...ชั่วชีวิต 

  แต่วันนั้น ...ไม่เคยมาถึง ”

 

ทุกชีวิตยังคงมีรอยยิ้ม มีความรัก มิตรภาพ และเรื่องราวดีดีที่อยากเก็บเอาไว้ เพียงเพื่อให้ได้ระลึกถึงในสักวันหนึ่งข้างหน้า วันที่เรื่องราวเลวร้ายอาจจะหวนกลับมาอีกครั้ง

 

 

บรรณานุกรม

 

ประภัสสร เสวิกุล. 2533. เวลาในขวดแก้ว. กรุงเทพฯ :  สำนักพิมพ์ดอกหญ้า. 

การอ่านและการพิจารณาวรรณกรรม.[ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก http://www.thaigoodview.com/

ibrary/contest2552/type2/thai04/07/analyze3.html#two (วันที่ค้นข้อมูล: 22  กุมภาพันธ์ 2552)

อัญชัน แวงชัยภูมิ. ความรักในวันเวลา 25 ปี 'เวลาในขวดแก้ว'.[ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก http://

www. bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/read-write/20090928/78903/ 

ความรักในวันเวลา-25-ปี-เวลาในขวดแก้ว.html  (วันที่ค้นข้อมูล: 20  กุมภาพันธ์ 2552)

ประวัติ ประภัสสร เสวิกุล.[ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก http://www.psevikul.com/index.php

lay=show&ac=article&Ntype=77 (วันที่ค้นข้อมูล: 9  กุมภาพันธ์ 2552)

ยูร กมลเสรีรัตนิ์. ในลิ้นชักความทรงจำ: ประภัสสร เสวิกุล 25 ปี เวลาในขวดแก้ว ยังเพริศ

แพร้วอุ่นไอรัก.[ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก http://www.trf.or.th/News/Content.asp?Ard_ID=1420 (วันที่ค้นข้อมูล: 20  กุมภาพันธ์ 2552)


edit @ 15 Jul 2010 00:08:46 by tulip

บทความวิชาการ : การนอนหลับกับประโยชน์นานัปการ

 

บทนำ

     โดยปกติ คนส่วนใหญ่ไม่ให้ความสำคัญกับการนอนเท่าที่ควร ด้วยแนวความคิดสมัยใหม่ที่คนเราจะใช้เวลาไปกับสิ่งที่มีความจำเป็นเท่านั้น อาจหมายถึงสิ่งที่จับต้องได้ในเวลาที่ตื่น เช่น ทำงาน อ่านหนังสือ เล่นกีฬาหรือกิจกรรมต่างๆนานาที่อ้างว่าเป็นการพักผ่อน โดยที่ทัศนคติเหล่านี้สวนทางกับกระแสรักสุขภาพในปัจจุบันและความจริงที่ถูกต้องทางวิทยาศาสตร์โดยสิ้นเชิง

ตามแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ คนเราใช้เวลาถึงหนึ่งในสามของชีวิตไปกับการนอนหลับ ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนที่ดีที่สุดเพราะในอีกสองส่วนคือการใช้ชีวิตในตอนที่ลืมตา ซึ่งพฤติกรรมบางอย่างสร้างภาระให้กับร่างกายและสมองโดยไม่รู้ตัว การใช้เวลาพักผ่อนอย่างจริงจังหรือการนอนหลับให้เพียงพอจึงถือเป็นสิ่งสำคัญ อย่างไรก็ตาม สถิติดังกล่าวคิดคำนวณโดยเฉลี่ยจากการนอน 6-7 ชั่วโมงในทุกวัน หากคนเรานอนน้อยกว่านั้นในอัตราความถี่ที่เสี่ยง เช่น นอนไม่พอติดต่อกันมากกว่า 4-5 วัน ผลลัพธ์คือเรากำลังปั่นเส้นด้ายแห่งชีวิตให้สั้นลง เป็นการทำร้ายสุขภาพของตนเองโดยตรงไม่ต่างจากการใช้ยาเสพติดหรือดื่มของมึนเมา ตามที่สมาคม The American Sleep Apnea Association และ Sleep Disorders Clinic and Research Center แห่งมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด[1] ทำการศึกษาวิจัยและพบว่า การที่เราอดนอนมากๆ นั้น จะมีผลเท่าเทียมกับการดื่มเหล้าจนเมา ที่สำคัญคือการอดนอนยังสามารถสร้างปัญหาเช่นเดียวกับการเมาเหล้าด้วย ซึ่งอาจลงท้ายด้วยการก่อปัญหาแก่ชีวิตนั่นเอง

 

 

ผลเสียจากการอดนอน

แม้ว่าคนเราต้องนอนพักผ่อนให้เพียงพอในอัตราที่คงที่ แต่ใช่ว่าร่างกายของคนเราทุกคนจะเหมือนกัน ความแตกต่างทางด้านพันธุกรรม เพศและวัยมีผลต่อความจำเป็นในการนอนของคนเราแทบทั้งสิ้น คนที่มีร่างกายแข็งแรงและมีสุขภาพที่สมบูรณ์พร้อมอาจต้องนอนพักผ่อนเพียงแค่วันละ 5 ชั่วโมง ในขณะที่บางคนอาจต้องใช้เวลาในการนอนขั้นต่ำ 8-9 ชั่วโมง ซึ่งหากไม่เพียงพอเราจะสังเกตได้ในวันถัดมา โดยมีอาการดังต่อไปนี้

1.  มีอาการง่วงนอนหรือซึมเซาตลอดทั้งวัน

2.  อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่ายโดยไม่มีเหตุผล

3.  อาจมีอาการหลับในขณะที่ตื่นโดยไม่รู้ตัว

4.  หลับในทันทีหลังจากนอน

            อาการเหล่านี้เกิดจากการอดนอนที่นอกจากจะส่งผลในวันถัดไปแล้ว หากทำติดต่อกันจนกลายเป็นกิจวัตรประจำวันร่างกายจะปรับให้ชินกับสภาวะนั้นและส่งผลเสียในระยะยาว ระบบภายในร่างกายจะแปรปรวนและสูญเสียสมดุล โดยเฉพาะระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ตามที่     แครอล อีเวอร์สัน นักจิตวิทยาสังคมที่มหาวิทยาลัยแห่งเทนเนสซี[2] ได้ค้นพบสัญญาแสดงว่า การ อดนอนทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานหนักขึ้นในช่วงแรก ๆ โลหิตจะมีเม็ดโลหิตขาวเพิ่มขึ้นและมันก็สลายตัวในเวลาต่อมา ทำให้ความสามารถในการต้านทานแบคทีเรียและเชื้อไวรัสของร่างกายเราเสียไป

            โดยเฉพาะในผู้หญิง ผลเสียจากการอดนอนนั้นจะสร้างปัญหาไปยังใบหน้า รูปร่างและความงามตามวัยที่อาจจะลดลงอย่างรวดเร็ว โดยมีอาการ เช่น ดวงตาหมองคล้ำ ผิวหน้าเหี่ยวเฉาและมีอาการอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด การอดนอนจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนักเพราะเหมือนกับการก้าวเดินลงไปยังเหวด้วยเท้าของตนเอง

 

สารพันประโยชน์ต่อร่างกาย

        ร่างกายของคนเรามีกลไกการทำงานที่ซับซ้อน จึงต้องการการนอนหลับพักผ่อนเพื่อให้ระบบภายในได้พักฟื้นและเตรียมพร้อมสำหรับการทำงานในวันถัดไป เปรียบเหมือนเครื่องจักรที่ต้องหยุดพักและซ่อมแซมส่วนที่เสียหายเพื่อให้สามารถทำงานให้ดีขึ้น เพราะคนเราไม่สามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ดังที่แฮโรลด์ แซบปีลิน อาจารย์พิเศษสาขาจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยแห่งมิชิแกน[3] บอกว่าการนอนหลับเป็นการบังคับของร่างกายเพื่อการประหยัดพลังงาน นั่นคือธรรมชาติบังคับให้คนเราพักผ่อนในแต่ละวันให้เพียงพอ

           ประโยชน์ของการนอนอีกประการหนึ่งจากการศึกษาค้นคว้าของเดนนิส แม็คกินตี้ นักวิจัยประสาทวิทยาของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในลอสแองเจลีส คือ การนอนสามารถช่วยลดอุณหภูมิของร่างกาย โดยมีสมองส่วนหนึ่งจะทำหน้าที่สั่งการให้เราหลับเมื่อระดับอุณหภูมิในร่างกายสูงเกินควรและส่งผลกระทบไปยังสมอง ทฤษฏีนี้พิสูจน์ได้ง่าย โดยสังเกตจากการออกกำลังกาย เช่น วิ่งหรือเล่นฟุตบอลในวันที่ร้อนจัดไม่นานก็อาจจะเป็นลม เช่นเดียวกับนักกีฬาที่ออกกำลังกายอย่างหักโหมจะต้องใช้เวลาในการนอนพักผ่อนมากกว่าคนปกติ เนื่องด้วยอุณหภูมิในร่างกายสูงผิดปกติ ทำให้ประสาทส่วนรับความร้อนภายในสั่งการให้ระบบดูดซึมอาหารทำงานช้าลงด้วยการทำให้รู้สึกง่วงนอนและหลังจากนั้นระดับอุณหภูมิก็จะลดต่ำลง

 

นอนหลับเพื่อสมอง

       นอกจากก่อให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายแล้ว การนอนหลับยังสามารถส่งผลดีต่อสมองอีกด้วย เนื่องจากสมองเป็นอวัยวะชิ้นสำคัญของคนเรา ถึงแม้ว่าจะมีน้ำหนักเบาแต่ว่าเอาพลังงานสะสมภายในร่างกายไปใช้ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ในแต่ละวัน ซึ่งหากเรานอนหลับให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ระบบจัดเก็บความทรงจำหรือระบบประสาทจะถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพให้มากยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น เมื่อเรานอนหลับโดยเฉพาะเมื่อเราหลับสนิทหรือหลับลึกแล้วฝัน จากงานวิจัยทางสมองพบว่า ความฝันเป็นอีกหนึ่งกระบวนการจัดเก็บข้อมูล โดยฉายภาพประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนที่ตื่นเพื่อจัดเก็บข้อมูลเหล่านั้น เป็นการเชื่อมต่อเซลล์ประสาทของสมองเพื่อเก็บเป็นความทรงจำถาวร โดยอวัยวะที่ทำหน้าที่ดังกล่าว มีชื่อว่า ฮิปโปแคมปัส[4] จะทำหน้าที่ถ่ายโอนข้อมูลที่เรียนรู้ในระหว่างวันเข้าสู่ความทรงจำระยะยาว ซึ่งอวัยวะชิ้นนี้ทำงานตอนที่เราหลับเท่านั้นและจะทำงานได้ดีหากเราหลับอย่างเพียงพอ

  

สรุป

      ประโยชน์ของการนอนหลับมีมากมาย แม้ว่าในปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในวัยเรียนและวัยทำงานต่างละเลยถึงความสำคัญของการนอน อันเกิดจากการบีบบังคับด้วยเงื่อนไขของเวลาและค่านิยมที่ไม่ถูกต้อง แต่หากรู้จักการเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างถูกวิธี เล็งเห็นถึงข้อดีของการนอนหลับทีมีความเกี่ยวพันกับชีวิตคนเรา เชื่อว่าการดำเนินชีวิตไปอย่างมีความสุขพร้อมด้วยสุขภาพที่ดีของร่างกายและจิตใจคงจะเป็นความฝันที่ไม่ไกลเกินความจริง

 

 

บรรณานุกรม

 

วนิษา เรซ.2551.อัฉริยะ เรียนสนุก.กรุงเทพฯ:บริษัทอัฉริยะสร้างได้ จำกัด....ขันทอง สุขผ่อง.เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการนอนหลับ.[ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก: http://www.uniserv.buu.ac.th/forum2/topic.asp?TOPIC_ID=1921 (วันที่ค้นข้อมูล:29 พฤศจิกายน 2552) ....ทอมเกเออร์.เรานอนหลับเพื่ออะไร.[ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก:http://www.school .net.th/library/snet4/anatomy/sleep.htm(วันที่ค้นข้อมูล:29 พฤศจิกายน 2552) ....เอมอร คชเสนี.การนอนหลับ.[ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก:http://www.novabizz .com/Health/Sleep.htm(วันที่ค้นข้อมูล:11 ธันวาคม 2552).... 10 วิธีปฏิบัติก่อนนอนเพื่อสุขภาพดี.[ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก:http://www.forfriend .org/content/healthy/h0011.php(วันที่ค้นข้อมูล:15 ธันวาคม 2552)

 


 

[1]  มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) หนึ่งในสามมหาวิทยาลัยชั้นนำทางเทคโนโลยี นอกเหนือจาก MIT และ Caltech มีความโดดเด่นด้านงานวิจัยในสาขาฟิสิกส์ วิทยาศาสตร์การแพทย์ และเศรษฐศาสตร์ ตั้งอยู่ที่เมือง สแตนฟอร์ด รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

[2]  มหาวิทยาลัยแห่งเทนเนสซี (University of Tennessee) เป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงทางด้านหลักสูตรในระดับอุดมศึกษาที่ได้มาตรฐาน ตั้งอยู่ในมลรัฐเทนเนสซี (Tennessee) ซึ่งอยู่ ทางตะวันออกเฉียงใต้ในประเทศสหรัฐอเมริกา

[3] มหาวิทยาลัยแห่งมิชิแกน(University of Michigan)เป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในรัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ชื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำในอันดับต้นของประเทศในหลายสาขาวิชา ได้แก่ ด้านวิศวกรรม บริหาร วิทยาศาสตร์ แพทย์ศาสตร์ และดนตรี

[4] ฮิปโปแคมปัส (Hippocampus)เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของสมองของมนุษย์และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ ฮิปโปแคมปัสเป็นส่วนหนึ่งของระบบลิมบิก (limbic system) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างความทรงจำระยะยาว

edit @ 15 Jul 2010 00:11:20 by tulip

บันทึกลอยฟ้า 28-07-2009

posted on 28 Jul 2009 17:27 by tulip-on-me

28-07-2009 l 17.33  l ห้องสมุดคุณหญิง

เอ้อ ..ยอมรับก็ได้ ..กรุเหงาแล้ว

เบื่ออยู่คนเดียว เบื่อมองคนอื่น ๆ

เริ่ม เศร้า นิดนิดล่ะทีนี้

edit @ 28 Jul 2009 17:37:32 by tulip